จัดกระเป๋าพร้อมลุย!

อ่านหัวข้อโพสต์แล้วคิดว่าจะไปเที่ยวใช่ไหมคะ เปล่าเลยค่ะ ;-P พอดีจู่ๆนึกเรื่องนึงขึ้นมา ผู้เขียนเคยเล่าไว้สมัยก่อน หลายปีมากแล้วค่ะตอนมาอยู่อิตาลีไม่นานนัก ในบล๊อกนึงซึ่งตอนนี้ไม่มีแล้ว เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆแต่ควรรู้ ผู้เขียนเลยอยากเอามาแบ่งปันไว้ที่บล๊อกนี้ด้วยค่ะ

ตอนผู้เขียนมาอยู่ใหม่ๆก็จะยังต้องเรียนรู้การใช้ชีวิต ความคิด ความรู้รอบตัว อะไรพวกนี้จากคนอิตาเลียนใช่ไหมคะ แรกๆก็ซึมซับอะไรมามากจากพ่อแม่สามีค่ะ มีอยู่เรื่องนึงที่สมัยนั้นแอบตกใจ คิดว่าโอ้โหอะไรจะปานนั้น แต่พอคิดอีกที มันก็จริงของเขาเหมือนันนะ คุณแม่สามีเคยบอกว่า ผู้ใหญ่สมัยก่อนจะสอนเสมอว่า ควรเตรียมตัวให้พร้อมทุกประการ เพราะไม่รู้เมื่อไหร่ตัวเองจะต้องล้มป่วย ต้องเข้าโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน เพราะฉะนั้นควรเตรียมกระเป๋าไว้ให้พร้อม! เอิ่ม..ตอนแรกฟังแล้วผู้เขียนก็งงๆ ว่าเฮ้ย จะต้องเตรียมกระเป๋าเตรียมลากเข้าโรงหมอขนาดนั้นเลยเรอะ จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิดเลยค่ะ เพราะว่าที่อิตาลีนี้ เวลาเข้าโรงพยาบาลไม่เหมือนเมืองไทยที่ทางรพ.จะมีชุดผู้ป่วยเป็นแบบฟอร์มของรพ.อยู่แล้ว ผู้ป่วยแต่ละคนก็จะได้สบู่ ยาสีฟันแปรงสีฟัน หรือของใช้ส่วนตัวทั่วไปไม่ต้องจัดหามาเองจากบ้านใช่ไหมคะ ทางบ้านอาจจะแค่ต้องเอาชุดชั้นในมาให้เปลี่ยน เอาอะไรที่ส่วนตั๊วส่วนตัวจริงๆมาให้ แต่อย่างอื่นทางรพ.จะจัดให้ บางทีเอาตะกร้าของรพ.กลับบ้านมาใช้อีกต่างหาก

แต่รพ.ที่อิตาลี ไม่ว่าจะรพ.รัฐ รพ.เอกชน เขาไม่มีชุดให้ใส่ค่ะ คุณจะต้องมีชุดนอนมาใส่ มีร้องเท้าแตะ มีของใช้ส่วนตัวทุกอย่างมาเอง ชุดนอนก็ควรจะต้องดูดีมีคลาส ไม่ใช่ใส่ชุดเก่าๆ คนอิตาเลียนเนี่ยเขาจะมีรสนิยม มีแฟชั่นอยู่ในสายเลือดค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่อยากอับอายคุณก็ต้องมีชุดนอนที่ดูดีเรียบร้อย อย่างน้อยก็ดูใหม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้ใหญ่สมัยก่อนเขาสอนกันมาก็ไม่ผิดอะไร คุณแม่สามีจะมีกระเป๋าขนาดกำลังดีสภาพโอเค ข้างในจะใส่ชุดนอนใหม่ๆสัก 2-3ชุด ชุดคลุมสำหรับใส่เดินในรพ. ชุดชั้นใน ผ้าขนหนู ยาสีฟันแปรงสีฟัน ของหลักๆเตรียมไว้ครบ เอาเป็นว่าล้มป่วยเมื่อไหร่ก็หิ้วกระเป๋าเข้ารพ.ได้ทันทีทันใดไม่ตอ้งเครียด

สมัยนี้ผู้เขียนคิดว่าคนรุ่นใหม่ก็คงไม่ได้เตรียมกระเป๋าพร้อมถึงขนาดนั้นกันทุกคนแล้วค่ะ ตัวผู้เขียนเองบอกตรงๆว่าถ้าตอ้งเข้ารพ.คงจะต้องลำบากคนในครอบครัวเป็นแน่แท้ เพราะชุดนอนใหม่ๆดูดีก็ไม่มีเตรียมไว้เลย ชุดคลุมสวยๆยิ่งไม่มีไปใหญ่ แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้เห็นความจำเป็นถึงขนาดต้องเตรียมกระเป๋าไว้พร้อมขนาดนั้น ถ้าไม่ได้เข้ารพ.ยาสีฟันคงหมดอายุไปนาน ตอ้งเปลี่ยนใหม่ทุกบ่อยๆ เอาเป็นว่าคติประจำใจของผู้เขียนคือ ห้ามป่วย! ห้ามตาย! ตอนผู้เขียนคลอดลูกอันนั้นอีกเรื่องนึงค่ะ เพราะเรารู้อยู่แล้วเตรียมพร้อมอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องเป็นอะไรกระทันหันคงจะต้องลำบากสามีและพ่อแม่สามีเป็นแน่

จริงๆคุณแม่สามีของผู้เขียนหลังๆนี้ก็เริ่มเปลี่ยนทัศนคติไปบ้างค่ะ คงจะไม่ได้คิดมากเรือ่งนี้เหมือนสมัยก่อนแล้ว พูดถึงเรือ่งห้ามตายเนี่ย สามีผู้เขียนมักจะกุมขมับเมื่อผู้เขียนพูดถึงเรือ่งนี้ สามีไม่ชอบให้เอ่ยถึงค่ะ แต่ว่าผู้เขียนคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงในชีวิตคนเรา ไม่ได้จะคิดว่ามันต้องเกิดตอนนี้ แต่สักวันมันต้องเกิดใช่ไหมคะ นานๆทีถ้าจะแหย่สามีทีก็จะคิดออกมาดังๆว่า นี่ถ้าฉันเป็นอะไรไปแล้วพวกเธอจะทำอย่างไรกะบอดี้ฉันเนี่ย บาทหลวงของโบสถ์ก็คงทำตัวไม่ถูกเพราะฉันเป็นชาวพุทธ แล้วอีกอย่าง ยังไม่เคยสังเกตเห็นที่สุสานไหนเลยว่ามีหลุมของชาวต่างชาติแบบเรา ชาวอิสลามเขาจะมีกันเยอะและจะมีชุมชนของพวกเขา แต่ชาวพุทธนี่จะอยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่ นอกเสียจากว่าอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เช่นโรม วัดก็พอมีกระจัดกระจายอยู่บ้างแต่ก็อยู่ไกล และมีไม่กี่แห่ง สามีผู้เขียนจะอารมณ์บ่จอยทันที่ถ้าผู้เขียนเอ่ยเรือ่งนี้ จริงๆผู้เขียนก็ไม่ได้คิดมากคิดมายหรอกค่ะ เพราะตัวเองคงไม่ต้องลำบากอะไรถ้าถึงเวลานั้น แต่จะลำบากคนอื่นเสียมากกว่า ผู้เขียนเลยบอกสามีว่า ไม่คิดเลยก็ไม่ได้นะ เราก็ต้องลองหาข้อมูล แป่ว! ข้อสังเกตของผู้เขียนเองนะคะ คนจีนมีเต็มบ้านเต็มเมืองอิตาลี แต่ไม่ยักกะเคยได้ยินคนจีนทำพิธีเกี่ยวกับเรือ่งนี้เลย ทุกคนจะส่งศพกลับบ้านเกิดกันหมดเลยหรือ มันน่าคิดไหมคะ เอาเป็นว่าไม่อยากเยิ่นเย้อเรื่องไม่ค่อยมงคลเท่าไหร่ เดี๋ยวผู้อ่านจะไม่ชอบใจก็เป็นได้ คติประจำใจผู้เขียนจึงยังคงต้องเป็น “ห้ามป่วย ห้ามตาย!” ด้วยฉะนี้แล

ใครอยากไปเดินเขาบ้าง ยกมือขึ้น!!

วันนี้นึกอยากพาเพื่อนๆผู้อ่านไปสูดอากาศบริสุทธิ์ เดินออกกำลังกายบนภูเขา ท่ามกลางธรรมชาติอันเงียบสงบและสวยงามค่ะ แม่สามีของผู้เขียนไม่ได้เป็นคนเมือง Piacenza ที่อยู่ปัจจุบันนี้ แต่คุณแม่เกิดและโต ณ เขตเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัด Bergamo บ้านเกิดคุณแม่สามีนั้นอยู่บนภูเขาค่ะ เป็นเขตที่มีประชากรประมาณสองพันกว่าคนเห็นจะได้ จังหวัด Bergamo เป็นจังหวัดอุตสาหกรรมที่มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมากค่ะ เขตของแม่สามีผู้เขียนนั้นถึงจะอยู่ห่างไกลตัวเมืองก็ตาม แต่ปัจจุบันนี้ก็มีความคึกคัก มีงานและความเจริญค่ะ สมัยแม่สามียังเด็กผู้คนจะทำกสิกร เลี้ยงวัว แกะ และสัตว์อื่นๆ และทำชีสเพื่อเลี้ยงตัวและครอบครัวค่ะ

บ้านเกิดของแม่สามีผู้เขียนเป็นบ้านสร้างสมัยปู่ย่าตายายของแม่สามี พวกเขาสร้างกันเอง เป็นบ้านที่มั่นคงนะคะ คนสมัยก่อนเก่งกันเหลือเกิน ทำงานก่อสร้างก็เป็น บ้านนั้นก็ยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ ติดๆกันก็มีบ้านญาติๆแม่สามีที่สร้างกันไว้ตั้งแต่สมัยนั้นแหละค่ะ ตอนนี้บ้านบนเขาของคุณแม่ไม่มีใครอาศัยอยู่ประจำ พอถึงฤดูร้อนก็จะเป็นบ้านพักร้อนของครอบครัวไปค่ะ ถือว่าเป็นความโชคดีของพวกเราไปด้วยเพราะอากาศร้อนๆ อยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง ก็ไปนอนบ้านนั้นกันค่ะ คุณพ่อคุณแม่สามีดูแลรักษาบ้านนั้นกันไว้อย่างดี พอขึ้นไปพักผ่อนกันเมื่อไหร่ก็อาจจะสาละวนกันบ้างกับการทำความสะอาดห้องหับ แต่ก็เป็นบ้านของครองครัว ไม่ต้องเสียค่าโรงแรม จากบ้านขับรถไปสัก 2ชม.เศษๆก็ถึงค่ะ

พวกเราเรียกบ้านนั้นกันว่า “บ้านบนเขา” ออกมาหน้าบ้านก็จะเห็นภูเขาสูงๆอยู่ไม่ไกลเลยค่ะ มีที่ให้เดินเที่ยวชมธรรมชาติเยอะแยะ หรือถ้าอยากไปเที่ยวช้อปปิ้งดูตึกรามบ้านช่องบ้าง ก็มีเมืองเล็กๆน่ารักๆอยู่แถวๆนั้นให้เที่ยวเยอะเหมือนกันค่ะ

วิวหน้าบ้านบนเขาค่ะ

จากบ้านบนเขาสามารถเดินขึ้นเขาไปได้หลายทิศทาง สมัยสามีผู้เขียนยังโสดเป็นวัยรุ่น ก็จะชอบการไปปีนเขาแบบมันส์ๆกะเพื่อนสนิท เดินที 5ชม.ขึ้นไป หรือไปนอนค้างคืนบนเขาสูงๆก็มีค่ะ แต่กับผู้เขียนและลูกชายเราจะเดินออกกำลังกายแบบพักผ่อนหย่อนใจกันมากกว่าค่ะ แค่เดิน 2ชม. รวมไปกลับ 4 ชม.ผู้เขียนก็เหนื่อยแฮ่กแล้วค่ะ ลูกชายผู้เขียนชอบไปเดินเขามาก เขาจะวิ่งนำโล่เลยค่ะ ปรกติในเมืองตามถนนหนทางลูกชายจะไม่ชอบเดินขี้เกียจเดิน แต่ถ้าได้มาเดินเขาแบบนี้เขาชอบค่ะ เด็กๆได้มาวิ่งเล่นท่ามกลางธรรมชาติแบบนี้ถือเป็นการเล่นและออกกำลังที่ดีที่สุดเลยค่ะ เราจะเลือกไปเดินในที่ๆเดินง่ายๆไม่อันตรายนัก และคนไปเดินเยอะค่ะ เอาความปลอดภัยไว้ก่อนด้วยเนื่องจากเราไม่ได้เชี่ยวชาญในการเดินเขานัก

รูปนี้ถ่ายตามข้างทางระหว่างเดินเขาค่ะ

จริงๆแล้วผู้เขียนเป็นโรคภูมแพ้ด้วยค่ะ แพ้ต้นหญ้าและดอกไม้บางชนิด การที่ผู้เขียนเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางธรรมชาติขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่นานๆทีก็ยอมเป็นภูมิแพ้บ้างเพื่อที่จะได้ทำกิจกรรมที่ไม่จำเจกะลูกและสามี เอาเป็นว่ายอมคัดจมูกน้ำมูกไหล คันตาบ้าง แต่ได้หุ่นดีเพราะเสียไขมันในการเดินไปได้เยอะค่ะ ^^” แต่ผู้เขียนก็จะเลี่ยงที่จะนั่งลงไปบนหญ้าหรือจับดอกไม้ ไม่ให้เกิดอาการคันผิวให้ทรมานไปเสียเปล่าๆค่ะ

ทะเลสาปที่เห็นไกลๆ หนึ่งในทิวทัศน์ที่ได้เห็นจากการเดินเขา

เดี๋ยวผู้เขียนพาไปดูวิวที่อื่นบ้าง ไกลออกไปอีก ขับรถไปอีกมุมเมืองแล้วจอดรถลงเดิน จะเห็นภูเขาสูงชันมีชื่อว่า Presolana การเดินขึ้นไม่ยากเพราะว่าทางเขตเขาได้จัดรักษาทางเดินให้ไม่รกและมีผู้คนมาเดินเยอะมาก หนุ่มๆสาวๆที่มาเดินเพื่อที่จะนอนอาบแดดโดยชุดบิกินี่กันก็มีค่ะ (หนุ่มๆสาวๆที่นี่นิยมผิวสีแทนค่ะ) แต่ผู้เขียนเองไม่เอาด้วยคนค่ะ นอนตากแดดเหมือนปลาปิ้งแบบนี้ผิวเสียหมดค่ะ ^^”

จุดพักผ่อนและขายอาหารน้ำดื่ม มีวิวของภูเขา Presolana อยู่ด้านหลัง

พวกเราจะหยุดพักผ่อนและดื่มน้ำทานของว่างกันตรงจุดนี้ มีคนที่ชอบไต่เขาก็จะเดินขึ้นไปอีก แต่พวกเราพอถึงจุดนี้แล้วก็เดินลงแล้วล่ะค่ะ สามีผู้เขียนโม้ว่าสมัยก่อนแทบจะวิ่งขึ้นไปจนถึงยอดเลย แต่ตอนนี้ที่ไม่ทำแบบนั้นแล้วไม่ใช่ว่าผู้เขียนห้ามนะคะ ตัวผู้เขียนเองยุให้ไปต่อด้วยซ้ำ แต่ด้วยความขี้เกียจเข้าครอบงำ และสังขารอันไม่เที่ยง สามีผู้เขียนก็เห็นด้วยว่า เดินลงกันเถอะนะ !!

ซูมถ่ายภาพยอดเขา Presolana

จบทริปสั้นๆไว้แค่นี้นะคะ หวังว่าผู้อ่านจะได้ความเพลิดเพลินตากะรูปภาพไปบ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ ^_^

กิจกรรมยามเช้า..ของทุกๆวันอาทิตย์

เช้าวันอาทิตย์ มีกิจกรรมอะไรเอ่ยใครทราบบ้างคะ?? เฉลย…แต่น แตน แต๊น เด็กๆไปเรียนคริสตศาสนาที่โบสถ์ค่ะ

ผู้เขียนเป็นชาวพุทธ และยังคงเป็นชาวพุทธจนปัจจุบันนี้ ถึงแม้จะเข้ามาอยู่ในครอบครัวชาวแคทธอลิกก็ตามค่ะ สามีผู้เขียนเป็นชาวแคทธอลิก เราสองคนไม่มีการถกเถียงอะไรเกี่ยวกับการนับถือศาสนา และยังเชื่อว่าการที่บุตรชายของเราซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ตามพ่อและคุณปู่คุณย่า มีพ่อและแม่ที่นับถือคนละศาสนานั้นเป็นเรื่องที่ดียิ่ง ลูกของเราจะได้ซึบซับความคิดความเชื่อ การปฏิบัติต่างๆของทั้งสองศาสนา และเข้าใจได้ดีว่าต่างศาสนานั้นก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของโลกาภิวัตน์ หรือโลกไร้พรมแดนนั่นเอง ด้วยความที่เขาเป็นลูกครึ่ง ซึมซับความคิด และขนบธรรมเนียมของฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออกมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องธรรมชาติของครอบครัวเรา คือความผสมกลมกลืนของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก เมื่อไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย พวกเราก็จะเข้าวัด กราบพระ ขอคุณพระคุ้มครอง เมื่อเราอยู่บ้านที่อิตาลี เราก็เข้าโบสถ์ร่วมพิธีต่างๆด้วยกัน เคยมีคนถามมากอยู่เหมือนกันค่ะว่า ไม่ต้องเปลี่ยนไปนับถือคริสต์หรอกหรือ ผู้เขียนก็จะตอบเสมอว่า ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนเลยค่ะ ครอบครัวเราเชื่ออยู่แล้วว่า ทุกๆศาสนาก็เหมือนกัน ไม่ได้แบ่งแยกว่าฉันเป็นพุทธ เธอเป็นคริสต์

ที่ประเทศอิตาลีนี้ ศาสนาเข้ามามีบทบาทในสังคมและการเมืองสูงพอสมควรเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในยุโรปค่ะ เนื่องจากรัฐวาติกันมีพื้นที่อยู่ภายในประเทศอิตาลี ผู้เขียนไม่ค่อยอยากเข้าเรื่องให้ลึกซึ้งเกินไป เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ต่างคนก็ย่อมนานาจิตตัง ผู้เขียนจะเล่าถึงกิจกรรมทั่วๆไปเท่านั้นนะคะ เมื่อถึงวัยเข้าเรียน เด็กๆก็จะเริ่มศึกษาคริสตศาสนาที่โบสถ์ในเช้าวันอาทิตย์ จริงๆแล้วไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นเช้าวันอาทิตย์ก็ได้ค่ะ แต่ลูกชายของผู้เขียนได้เรียนเช้าวันอาทิตย์เป็นประจำเรื่อยมา การไปเรียนที่โบสถ์นี้ก็จะแบ่งชั้นเรียนเหมือนเวลาไปโรงเรียน แยกเป็นชั้นๆไป เด็กเล็กๆ ป.1-ป.2 อาจจะไม่เรียนทุกๆสัปดาห์ เริ่มด้วยการเล่น ร้องเพลง ทำกิจกรรมสนุกๆที่แทรกเรื่องของพระเยซูคริสต์เข้าไปในขณะเดียวกัน คุณครูที่สอนก็มักจะเป็นคนในชุมชน คนทำงานทั่วไป นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือครูอาจารย์ที่อาสาสมัครมาสอน ลูกชายของผู้เขียนได้เรียนเช้าวันอาทิตย์ตลอดก็สะดวกมากเพราะว่าเรียนจบชม. ก็เข้าโบสถ์เพื่อฟังมิซซาต่อเลยค่ะ

ผู้เขียนคิดถึงสมัยตัวเองเป็นเด็กๆ จำได้ว่าเคยดูหนังฝรั่งที่ตอนเช้าวันอาทิตย์ชาวบ้านรวมทั้งเด็กๆก็จะต้องไปโบสถ์ ตอนนั้นมีความคิดแบบเด็กๆว่า โชคร้ายจัง ต้องถูกบังคับให้เข้าโบสถ์ในเช้าวันอาทิตย์ด้วย แทนที่จะได้นอนตื่นสาย หรือเล่นสนุกตามประสาเด็ก เมื่อมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศที่มีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลัก ผู้เขียนจึงได้เห็นว่า ผู้คนเข้าโบสถ์กันเป็นกิจกรรมหลักอย่างหนึ่ง บางคนที่เคร่งมากก็จะไม่เคยขาด พ่อแม่สามีของผู้เขียนค่อนข้างเคร่งค่ะ เขาเข้าโบสถ์ด้วยความศรัทธา พวกเขาจะรู้สึกจิตใจเบ่งบานเมื่อไปฟังมิซซาในเช้าวันอาทิตย์ สามีของผู้เขียนเองนั้นไม่ได้เป็นนักปฏิบัติค่ะ เขาบอกว่า ศาสนา กะโบสถ์เป็นสองสิ่งที่แยกจากกัน คนที่เข้าโบสถ์อาจจะไม่ได้นับถือศาสนาอย่างจริงจัง และคนที่นับถือพระเจ้าอย่างจริงจังก็อาจจะไม่ได้เข้าโบสถ์ก็ได้ คนรุ่นใหม่ๆก็เข้าโบสถ์กันน้อยลงค่ะ อาจจะด้วยวิถีชีวิต ความรีบร้อน ชีวิตของคนรุ่นใหม่มักจะใช้เช้าวันอาทิตย์ในการนอนพักผ่อนให้มากๆซะมากกว่า แต่อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็คิดเห็นเหมือนกันค่ะว่าสำคัญที่จิตใจ หากเราไม่ได้เข้าวัดแต่ก็สามารถสวดมนต์อยู่ที่บ้าน และคิดดีทำดีตามหลักธรรมได้ ผู้เขียนนั้นถึงจะเป็นชาวพุทธ แต่ในหลายๆโอกาสก็จะเข้าโบสถ์ร่วมกะลูกชายและครอบครัวของสามีค่ะ

ลูกชายผู้เขียนเองบางครั้งก็จะมีอิดออดบ้างเมื่อถึงเช้าวันอาทิตย์แล้วไม่อยากออกไปเรียนที่โบสถ์ ผู้เขียนและสามีจะเลือกทางสายกลาง คือไม่บังคับกันจนเกินไป แต่ก็ไม่ให้ถึงกะหละหลวมมาก ถ้าครั้งไหนเขาไม่มีอารมณ์จะไปจริงๆก็จะผ่อนผันบ้าง พวกเราเชื่อว่าอะไรก็ตามที่ทำโดยการถูกบังคับ จะทำได้ไม่นาน และในที่สุดก็จะกลายเป็นความเบื่อหน่าย และความเกลียดเข้าให้ ขอให้เขารู้ถึงความพอดี และมีความรับผิดชอบในตัวเองตามวัย ผู้เขียนคิดว่าก็ใช้ได้แล้วค่ะ ยิ่งเรียนสูงขึ้นเรือ่ยๆการบ้านก็ยิ่งยากและเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็ย่อมมีบ้างที่บางครั้งเช้าวันอาทิตย์เขาอยากจะพักผ่อนทำอะไรตามใจชอบ

วันแห่งความรัก

เนื่องในโอกาสของวันพิเศษวันหนึ่ง ผู้เขียนเลยแวะมาทักทาย และส่งความรักให้เพื่อนร่วมโลกทุกๆคน ผู้เขียนเคยถ่ายภาพนี้ไว้ไม่นานมานี้เอง ช่างเป็นภาพที่น่ารักและเหมาะกะเทศกาล ขอให้โลกใบนี้จงเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความเอื้ออาทร สาธุ

สังคมศึกษาบนรถเมล์ ตอนที่3

ระหว่างนั่งรถประจำทาง นอกจากจะมองออกไปนอกหน้าต่างแล้ว ก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสังเกตผู้ร่วมเดินทางบนรถใช่ไหมคะ หลังจากที่ได้บรรยายถึงเด็กวัยรุ่น และผู้สุงวัยไปใน2ตอนที่แล้ว ผู้เขียนจะเล่าถึงกลุ่มคนหลากหลายเชื้อชาติบ้างค่ะ จังหวัด Piacenza จะไม่ใช่จังหวัดที่ใหญ่มากนัก แต่ก็มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่หลายเชื้อชาติ ที่พบเจอเยอะที่สุดเห็นจะเป็นชาวยุโรปตะวันออก เช่นชาวโรมาเนีย และอัลบาเนีย ที่เข้ามาหางานทำในประเทสอิตาลี รองๆลงมาเห็นจะเป็นชาวอัฟริกัน ชาวอาหรับซึ่งน่าจะมีจำนวนมากพอๆกัน ชาวจีนก็เช่นกันค่ะ ชาวอาหรับและชาวจีนนี้ส่วนใหญ่ น่าจะเกือบทั้งหมด เข้ามาทำกิจการสร้างฐานะ เช่นเปิดร้านอาหาร ร้านขายของชำ มินิมาร์ต ซึ่งหลายปีหลังมานี้มีมากทวีคูณจากเมื่อก่อนอย่างเห็นได้ชัด ส่วนชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะทำงานด้านเซอร์วิส เป็นแม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็ก และดูแลคนแก่ ชาวอินเดีย และญี่ปุ่นก็มีบ้างแต่ไม่เป็นกลุ่มเป็นก้อนนัก ส่วนคนไทยนั้นส่วนใหญ่จะเป็นแม่บ้านที่แต่งงานกับชาวอิตาเลียน ในเมืองใหญ่ๆและเมืองธุรกิจอย่างมิลานนั้น ชาวเอเชียเช่นญี่ปุ่น เกาหลีมาอยู่ที่นี่ด้วยหน้าที่การงานเยอะค่ะ เมือง Piacenza ที่ผู้เขียนอาศัยอยู่นี้ไม่ใช่เมืองธุรกิจ แต่เป็นเมืองกสิกรรม และอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดเล็ก

สิ่งที่ไม่ค่อยจะพึงประสงค์นักก็คือ ผู้โดยสารรถประจำทางชาวต่างชาตินั้นมักจะถูกมองด้วยสายตาไม่ค่อยดีนัก ก็ไม่ได้เป็นแบบนี้เสมอไปหรอกค่ะ แต่ก็บ่อยครั้งค่ะที่รู้สึกว่าผู้โดยสารชาวอิตาเลียนและคนขับรถเมล์เองก็ตามจะไม่ค่อยพอใจนักกะชาวต่างชาติ ตัวผู้เขียนเองนั้นมักจะพยายามทำตัวให้สำรวม ในเมื่อชาวต่างชาติก็มักจะถูกจัดให้เป็นพลเมืองชั้นที่2อยู่แล้ว เราเองก็ต้องพยายามให้คนอื่นมองเราในสายตาที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่นแต่งตัวให้ดูดีมีบุคลิก สำรวมเรียบร้อย ผู้เขียนสังเกตมาตลอดว่า ผู้หญิงชาวอัฟริกันมักจะคุยโทรศัพท์ระหว่างทาง และไม่ควบคุมระดับเสียงของตนเอง จนเป็นที่รำคาญของผู้คนบนรถเมล์ คนขับรถเมล์เองบางทีก็ทนไม่ไหวจนลุกขึ้นมาต่อว่า ว่าคนอื่นน่ะเขาไม่ได้อยากรู้เรื่องของคุณหรอกนะ แต่ส่วนใหญ่หล่อนๆทั้งหลายก็จะยังคงคุยออกอารมณ์ต่อไปโดยไม่แคร์คนรอบข้าง แบบนี้ผู้เขียนเองก็ไม่ไหวเหมือนกันค่ะ ผู้ชายชาวอัฟริกันที่หอบหิ้วกระสอบใหญ่ๆบรรจุสินค้าที่เดินขาย หรือแบกะดินขายตามที่ต่างๆ

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็ไม่ชอบใจที่คนขับรถเมล์บางคนก็ปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องต่อผู้โดยสารต่างชาติ เพราะเหมารวมไปหมดว่าชาวต่างชาติมักจะโกงไม่ตอกตั๋วรถบ้างล่ะ หรือจัดว่าเป็นคนไม่มีการศึกษา ยากจนบ้างล่ะ การดูถูกคนต่างชาติแบบนี้ยังมีให้เห็นอยู่มากในประเทศอิตาลีนะคะ เคยพบเห็นด้วยตัวเองว่าถูกแกล้งเช่นจอดเลยป้าย มีอยู่ครั้งนึงผู้เขียนนั่งรถประจำทางไปทำธุระในตัวเมือง เมื่อใกล้จะถึงป้ายหน้าโรงพยาบาล มีชายหนุ่มผิวสีที่แขนมีผ้าพันคลอ้งที่คอไว้กดกริ่งเพื่อให้จอด แต่คนขับกลับไม่จอด ชายผู้นี้เกิดเดือดดาลจนวิ่งถลาไปหน้ารถ จับคอเสื้อคนขับรถกระชากขึ้นมาด้วยหน้าตาดุเดือดและด่าว่า เห็นไหมว่าคนเขามีแผลไม่สบาย ทำไมกดกริ่งแล้วไม่จอด เรียกได้ว่าตาต่อตาฟันต่อฟัน ผู้เขียนนั่งอยู่ช่วงกลางรถก็ตกใจเหมือนกันนะคะ ใจคอไม่ค่อยดีกลัวมีการต่อย ทิ่มแทงอะไรกันขึ้นมาล่ะ แย่แน่ๆเลย แต่ก็ไม่มีอะไรรุนแรงไปกว่านี้ค่ะ คนขับรถไม่กล้าต่อปากต่อคำ เปิดประตูรถให้ชายผู้นั้นลงรถไป ถึงแม้ว่าการขู่แบบนี้มันเกินไปหน่อยก็จริง แต่ว่าคนขับรถที่ชอบแกล้งชาวต่างชาตินี่ก็สมควรโดนดีบ้างเหมือนกันนะคะ โดยเฉพาะเวลาที่ผู้หญิงที่มีเด็กเล็ก มีรถเข็นเด็ก สองมือพัลวันกดกริ่งแล้วไม่ยอมจอดให้ตรงป้าย จงใจจอดเลยไปเยอะๆเหมือนตั้งใจแกล้งเพื่อความสะใจอะไรบางอย่าง มันก็น่าที่จะโดนขู่กระชากคอเสื้อแบบนั้นบ้างเหมือนกันค่ะ

การแบ่งแยกเชื้อชาติที่ประเทศอิตาลียังมีอยู่มากค่ะ มันสั่งสมมานานจนปลูกฝังต่อๆไปสู่รุ่นลูกหลาน จะไม่ให้เป็นอย่างนี้ได้อย่างไรในเมื่อเกมส์การเมืองก็มีการเน้นให้คนอิตาเลียนกีดกันชาวต่างชาติ ข่าวในทีวีก็มักโจมตีชาวต่างชาติ เนื่องจากว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาแย่งงานและทำให้รัฐต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ส่วนตัวผู้เขียนเองคิดว่าไม่สมควรมีการกีดกัน แต่ควรสร้างระดับการควบคุมแรงงาน และเอาจริงเอาจังกับกฏหมาย ใครทำผิดอะไรก็ปฏิบัติตามกม. ใครที่ทำงานสุจริตก็สมควรปล่อยให้เขาได้อยู่อย่างเท่าเทียมชาวอิตาเลียน คนอิตาเลียนเองที่ไปทำงานต่างประเทศก็มีอยู่ไม่น้อย ถ้าพวกเขาถูกรังเกลียดรังแก พวกเขาก็คงไม่พอใจในความไม่เป็นธรรมเหมือนกันใช่ไหมคะ แต่การเปิดใจกว้างนั้นคงจะยากมากพอสมควร ในเมื่อชาวอิตาเลียนด้วยกันเองยังแบ่งแยกระหว่างคนเหนือกะคนใต้ เรือ่งนี้เป็นเรือ่งละเอียดอ่อน ผู้เขียนคงจะไม่ต่อให้ยืดยาวเกินไป จบเรื่องเล่าบนรถเมล์แค่นี้ก่อนนะคะ

สังคมศึกษาบนรถเมล์ ตอนที่2

ผู้เขียนกลับมาต่อตามสัญญานะคะ ตอนที่แล้วว่าด้วยพฤติกรรมเด็กวัยรุ่นล้วนๆ คราวนี้ผู้เขียนจะเล่าถึงคนกลุ่มอื่นๆจากการที่ได้ศึกษาผู้คนบนรถประจำทางโดยประสบการณ์ของผู้เขียนเองนะคะ ผู้สุงอายุก็ใช้บริการรถเมล์เยอะเหมือนกันค่ะ เมืองไทยเราส่วนใหญ่ผู้สูงวัยมักจะมีลูกหลานบริการรับส่งด้วยรถยนต์ส่วนตัว แต่ที่นี่ผู้อาวุโสมักจะพึ่งตนเอง อาจจะมีทั้งด้วยความจำเป็นเพราะรูปแบบชีวิตของคนที่นี่มักจะตัวใครตัวมัน และทั้งตัวผู้อาวุโสเองนั้นชอบที่จะเป็นอิสระทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเอง จะเรียกแท๊กซี่ไปไหนมาไหนตลอดเหมือนที่กรุงเทพฯก็คงจะไม่ได้ ด้วยราคาที่ไม่ค่อยจะอำนวยเอาเสียเลย และที่อิตาลีนี้ ถึงแม้จะในเมืองใหญ่ๆก็ตาม ก็ไม่ใช่ว่าจะมีรถแท๊กซี่วิ่งไปมาทั่วกรุงให้เรียกใช้ได้ทุกเมื่อนะคะ ต้องโทรไปเรียกถึงจะมารับ จะมีจอดรอผู้โดยสารแค่หน้าสถานีรถไฟ สนามบิน หรือสถานที่ๆคนต้องการใช้บริการแท๊กซี่มากๆเท่านั้นค่ะ

ผู้เขียนเองเคยมีประสบการณ์นึงที่ทำให้ต่อๆไปไม่แน่ใจที่จะลุกให้ผู้สูงอายุนั่งดีหรือไม่ ปรกติแล้วก็เป็นธรรมดาใช่ไหมคะที่คนหนุ่มๆสาวๆอย่างเราๆเห็นเด็กและคนชราปุ๊บ ก็รู้สึกว่าสมควรลุกสละที่นั่งให้โดยสามัญสำนึก แต่ผู้อาวุโสชาวอิตาเลียนจะค่อนข้างกระฉับกระเฉงค่ะ และไม่ค่อยจะยอมรับว่าตนเองเป็นผู้อ่อนแอ หลายครั้งเมื่อมีคนจะลุกให้นั่ง ก็มักจะโดนปฏิเสธว่า “ไม่เป็นไรหนู เดี๋ยวป้าก็ลงแล้ว แค่ป้ายสองป้ายเอง” นอกจากลุงๆป้าๆบางท่านที่เห็นว่ายืนไม่ค่อยจะมั่นคงนัก น่าจะสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ก็จะขอบใจและลงนั่งด้วยความยินดี แต่ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเห็นคุณป้าท่านนึงขึ้นรถมายืนอยู่ข้างๆที่นั่งผู้เขียนพอดีเลย ผู้เขียนก็เอ่ยปากไปโดยอัตโนมัติว่าจะลุกให้คุณป้านั่ง คุณป้าคนนั้น (อายุน่าจะราวๆ 65-70ปี) เหวี่ยงสายตาใส่พร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงดุๆห้าวๆว่า “ไม่ต้องหรอก ฉันยังแข็งแรงยืนได้ไม่จำเป็นตอ้งนั่ง” เอิ่ม…ผู้เขียนรู้สึกหน้าแตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่คิดมาก่อนว่าจะโดนคนแก่ดุเนื่องจากความปรารถนาดีที่มีให้เลยค่ะ คนที่นี่อายุ 65 – 70ปีขึ้นไปก็ตาม จะยังรู้สึกว่าตัวเองนั้นยังหนุ่มยังสาว ยังคงเดินเหินไปไหนมาไหนเองได้ดี ผู้หญิงก็จะยังรักสวยรักงามแต่งตัวสวย ใส่เครือ่งประดับ ผู้เขียนเองนอกจากชอบมองสาวๆหุ่นดีมีบุคลิกแล้ว ยังชอบมองคุณป้าทั้งหลายที่แต่งตัวภูมิฐาน แมทช์เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าได้เข้าชุดมาก อยากจะดูไว้เป็นตัวอย่าง อนาคตตัวเองแก่ตัวลงแล้วก็อยากจะดูดีเหมือนคุณป้าเหล่านี้ค่ะ ในด้านนี้ถ้าเปรียบเทียบกับญาติผู้ใหญ่ของผู้เขียนทางเมืองไทยแล้ว ก็จะเห็นความแตกต่างอยู่มากพอสมควรค่ะ เพราะผู้ใหญ่ทางเมืองไทยมักจะเปรยว่าตนเองแก่แล้ว ไม่ค่อยแต่งตัว ไม่กล้าใส่เสื้อผ้าสีสันลวดลายมากเกินไปเนื่องจากคนจะมอง  อย่างไรก็ดีการที่ผู้มีอายุมากพยายามดูแลรักษาตัวเอง และทำกิจกรรมต่างๆทำให้ยืดความเป็นหนุ่มสาวออกไปได้อีกก็เป็นข้อดีนะคะ คนไทยเจเนอเรชั่นใหม่ก็เริ่มที่จะ”ไม่ยอมแก่”กันแล้วเหมือนกันนะคะ ^^

ผู้เขียนไม่อยากให้บทความเยิ่นเย้อเกินไป แล้วจะมาต่อใหม่อีกตอนนะคะ พร้มอทั้งหวังว่าเรื่องราวรอบๆตัวที่ผู้เขียนเล่าจะไม่น่าเบื่อจนเกินไป ถ้าสนใจอย่าลืมติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ

สังคมศึกษาบนรถเมล์ ตอนที่1

วันนี้ผู้เขียนอยากจะเล่าถึงปฏิกิริยา นิสัย ความประพฤติของชาวอิตาเลียนและชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในเมือง Piacenza ที่ผู้เขียนอาศัยอยู่นี้ค่ะ ผู้เขียนรู้สึกว่าการใช้บริการรถประจำทางนั้น ทำให้เราศึกษาผู้คนได้เยอะทีเดียวค่ะ บ้านของผู้เขียนอยู่นอกเมือง ถ้าขับรถเข้าตัวเมืองก็ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที แล้วแต่ความหนาแน่นของจราจร แต่ถ้าผู้เขียนจะไปทำธุระในใจกลางเมือง ผู้เขียนจะเลือกใช้รถเมล์มากกว่าค่ะ เพราะในตัวเมืองนั้นมีที่จอดรถน้อย ที่จอดรถใหญ่ๆก็มักจะอยู่ไกลสถานที่ๆต้องไป ทำให้ต้องเดินเยอะมาก และหยอดเหรียญค่าจอดรถแพงเหมอืนกัน สู้ขึ้นรถเมล์ไม่ได้ ไม่ต้องกังวลเรือ่งหมดเวลาที่จอดรถด้วยค่ะ (เวลาจอดรถ จะตอ้งหยอดเหรียญในตู้อัตโนมัติ แล้วนำสลิปที่ได้ออกมาวางไว้ด้านในของรถ ในที่ๆสามารถเห็นได้ชัด ตอนนี้ 25 เซ็นต์จอดได้ 30 นาที ก็ต้องกะเวลาว่าจะต้องจอดนานเท่าไหร่) อีกอย่าง ผู้เขียนไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง ใช้รถสามีบ้างในเวลาที่สามีไม่ต้องใช้รถ รถพ่อสามีบ้าง คุณพ่อสามีนี้น่ารักที่สุดเลยค่ะ เพราะไม่หวงรถ ให้ผู้เขียนขับได้ตามสบายเมื่อต้องการ แต่ผู้เขียนก็ไม่อยากรบกวนมาก จึงเลือกที่จะขึ้นรถเมล์เมื่อเข้าตัวเมืองเพราะมีความสะดวกมาก จะขอยืมรถใช้ก็ต่อเมื่อไปในสถานที่ๆไม่สะดวกจะขึ้นรถเมล์

มาเข้าเรื่องในหัวข้อดีกว่าค่ะ ผู้ใช้บริการรถเมล์นั้นส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็กวัยรุ่น ในช่วงวัยกำลังเรียนและยังไม่สามารถขับรถได้ ผุ้อาวุโส และชาวต่างชาติตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ ทั้งชายหญิง กลุ่มหลังนี้จะเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีกำลังทรัพย์ในการมีรถยนต์ส่วนตัว เช่นผู้ใช้แรงงาน และแม่บ้าน (อย่างผู้เขียนเป็นต้น) ผู้อ่านอาจจะนึกในใจว่า เอ๊ะ ผู้เขียนต้องการสื่ออะไรกะการเล่าเรือ่งคนบนรถเมล์ จริงๆแล้วผู้เขียนเคยเกิดความข้องใจ ไม่คอ่ยชอบใจ อะไรหลายอย่างกะเหตุการณ์บนรถเมล์ ทั้งผู้ใช้บริการและคนขับรถเมล์ ผู้เขียนคิดว่าบนรถเมล์เนี่ยแหละเราสามารถเห็นนิสัยใจคอ วัฒนธรรม สะท้อนสังคมได้ดีทีเดียวค่ะ

ก่อนอื่นเลยผู้เขียนขอพูดถึงกลุ่มเด็กวัยรุ่นชาวอิตาเลียนทั่วไป รวมไปถึงลูกหลานของชาวต่างชาติที่มาตั้งรกรากอยู่ที่นี่จนเรียกได้ว่าเป็นเด็กอิตาเลียนก็ว่าได้ค่ะ ผู้เขียนมีความเห็นส่วนตัวว่า วัยรุ่นที่นี่ช่างไม่รู้จักเคารพคนอื่นเสียเลย และไม่ค่อยแสดงน้ำใจ เด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่มักจะวางกระเป๋าเป้ของพวกเขาบนที่นั่งข้างๆ และเสียบหูฟังๆเพลง ไม่สนใจคนรอบข้าง ถึงผู้โดยสารเยอะและไม่มีที่นั่งพวกเขาก็จะมองออกไปนอกหน้าต่าง โยกหัวตามจังหวะเพลง ถ้าคนที่ไม่มีที่นั่งขี้เกียจจะไปทู่ซี้กะเด็กเหล่านี้ก็จะช่างมันไป อาจจะคิดว่าเดี๋ยวก็ลงแล้ว แต่บางคนก็จะเข้าไปใกล้ๆถามว่าที่นั่งนี่ว่างมั้ย พร้อมกะส่งสายตาให้เข้าใจว่า คุณกำลังเบียดเบียนคนอื่นอยู่ เด็กวัยรุ่นผู้นั้นก็จะลากกระเป๋าลงพื้นแต่ก็มักจะไม่พูดตอบไม่ขอโทษอะไรแต่อย่างใด ผู้เขียนสังเกตว่าเด็กที่ทำนิสัยลักษณะนี้มักจะเป็นเด็กผู้ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงส่วนมากถ้าเห็นคนยืนใกล้ๆก็มักจะรู้ตัวเองและยกกระเป๋าออกจากที่นั่งซะ สิ่งที่ผู้เขียนไม่สบอารมณ์อย่างมากคือ เมื่อมีผู้หญิงตัังครรภ์ หรืออุ้มลูกเล็กๆ เด็กวัยรุ่นพวกนี้มักจะมองออกไปทางอื่นทำเป็นไม่สนใจ ถ้าตัวผู้เขียนเองมีที่นั่งก็มักจะเรียกหญิงตั้งครรภ์หรือมีเด็กเล็กให้มานั่งแทนผู้เขียน บางทีก็มีคุณป้าคนอื่นลุกให้นั่งแทน เอ…เด็กสมัยนี้เขาเป็นอย่างไร ตนเองสบายไม่ต้องสนใจคนรอบข้าง จะไปโทษใครได้เล่า ก็คงตอ้งโทษผู้ที่สั่งสอนอบรมและสังคมรอบข้าง ที่มักจะสอนให้รู้เอาตัวรอดเป็นยอดดี แต่ก็ลืมสอนเรือ่งของคุณธรรม และสมบัติผู้ดีเข้าไปด้วย ถึงสังคมไทยตอนนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไปเยอะก็ตามแต่ผู้เขียนเชื่อค่ะว่าเด็กไทยยังมีความอ่อนน้อมและมีน้ำใจมากกว่าเด็กที่นี่

อีกพฤติกรรมหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นประจำก็คือ ในช่วงท้ายของรถเมล์จะมีที่นั่งอยู่ 2 แถวที่หันหน้าเข้าหากัน เด็กวัยุร่นก็มักจะจองที่นั่งตรงนั้น เพราะว่าพวกเขาสามารถยืดขา เอาเท้าไปวางบนที่นั่งฝั่งตรงข้ามที่หันหน้าเข้าหากันได้ เบาะของอีกฝั่งก็จะเปรอะ เลอะเทอะรอยรองเท้า ผู้เขียนคิดตำหนิทุกทีแต่ก็ไม่เคยออกเสียงอะไรเนื่องจากว่าตัวผู้เขียนเองไม่ค่อยอยากมีเรื่องกับใคร ในเมื่อเราก็ไม่ได้เป็นพ่อเป็นแม่เขา เมื่อวานซืนผู้เขียนได้ขึ้นรถเมล์เข้าใจกลางเมือง เห็นเด็กวัยรุ่นชาย 2 คนทำพฤติกรรมนี้ ซึ่งเป็นเรือ่งปรกติของพวกเขา มีผู้โดยสารหญิงอายุน่าจะพอๆกะผู้เขียนมองหาที่นั่ง แล้วก็ไปหยุดอยู่ที่ๆเด็กชายประทับรองเท้าไว้บนเบาะนั่งตรงข้ามกะที่นั่งของตนเอง ผู้โดยสารหญิงคนนั้นตำหนิเด็กชายวัยรุ่น ว่าที่ตรงนี้เป็นที่นั่งไม่ใช่ที่พาดเท้า เด็กคนนั้นก็หดขาลงมองหน้าหญิงสาวซึ่งหยิบกระดาษทิชชู่จากกระเป๋าออกมาเช็ดที่นั่งนั้น เพื่อนของเด็กหนุ่มรายนั้นที่นั่งอยู่ด้วยกันก็ออกเสียงว่า “โอ๊ย ไม่สกปรกหรอก นั่งไปเหอะน่า” หญิงสาวทำเป็นไม่สนใจเมื่อเช็ดเสร็จเธอก็นั่งลง มีเด็กวัยรุ่นอีกคนที่นั่งห่างออกไปส่งเสียงถามว่าเกิดอะไรขึ้น ไอ้เด็กหนุ่มคนเดิมก็พูดเสียงดัง หัวร่อต่อกระซิกกะเพือ่นโดยใช้คำหยาบคายทำนองว่า จะมาทำสั่งสอนอะไร เราไม่สนใจซักอย่าง ช่างแ**มันเถอะ ผู้เขียนได้เห็นได้ฟังเด็กพวกนี้แล้วรู้สึกหดหู่ใจยิ่งนัก สังคมช่างเสื่อมถอยเสียจริง ผู้เขียนเองก็มีลูกชาย 1 คน ก็มีความกังวลใจไม่ใช่น้อยกับสังคมเด็กวัยรุ่นที่เห็นอยู่ตลอดเวลา ลูกชายของผู้เขียนเป็นเด็กเรียบร้อย การที่จะอยู่ในสังคมที่ผู้อ่อนแอจะถูกเอาเปรียบหรือทำร้ายนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ผู้เขียนสนับสนุนให้เขาเล่นกังฟูมาเป็นปีที่ 3แล้วก็เพราะเหตุนี้ด้วยค่ะ รู้ศิลปะป้องกันตัวไว้ก็คงไม่เสียหลาย

ผู้เขียนจะมาเล่าตอนต่อไปเร็วๆนี้นะคะ เรื่องนี้ถ้าคุยกันจริงๆก็ยาวเหมือนกันค่ะ

 

ในวันหมอกหนาอากาศบรื๋อ…มาทำขนมกันดีกว่าค่ะ

หลังจากจบเทศกาลปีใหม่กันไปหมดแล้ว โรงเรียนก็เริ่มเปิดในวันจันทร์ที่ 9 ลูกชายผู้เขียนก็หมดเวลาเฮฮาปาร์ตี้ (ซึ่งก็นาน 17 วันเลยทีเดียว เหมือนๆปิดเทอมเล็กก็ว่าได้ค่ะ) เวลาหยุดยาวๆ ไม่ว่าจะเป็นเด็กนักเรียน หรือคนทำงานก็ตาม เช้าวันที่กลับไปทำกิจกรรมเดิมๆก็มักจะไม่อยากลุกจากเตียงกันเลยใช่มั้ยคะ ลองนึกภาพเช้าๆอากาศหนาวๆ ฟ้ามืดๆ ตัวผู้เขียนเองก็แทบไม่อยากจะเอาตัวออกจากใต้ผ้าห่อมเลยค่ะ สามีผู้เขียนเริ่มกลับไปทำงานตั้งแต่วันที่ 2 แล้ว พอสามีก็กลับไปทำงาน ลูกชายก็กลับไปเรียนหนังสือ คุณแม่บ้านอย่างผู้เขียนก็เลยรู้สึกว่าบ้านว่างมากๆ กิจกรรมแม่บ้านก็มีให้ไม่เหงาเหมือนกันนะคะ

หลายวันมาแล้ว เวลาไปจ่ายตลาดในซุปเปอร์มาร์เก็ตก็จะเจอแพ๊คขนมชนิดนึงวางขายกันทั่ว อีกไม่นานก็จะมีเทศกาลใหม่อีกแล้วค่ะ ก็คือ Carnevale นั่นเอง ปรกติจะเป็นช่วงกลางๆเดือนก.พ. หรือบางทีก็ล่าช้าลงไป แต่ละปีไม่เหมือนกัน ผู้เขียนก็ไม่ค่อยทราบว่าต้องดูจากอะไรนะคะ ทราบแต่ว่าเกี่ยวกับปฏิทินทางศาสนา มาพูดถึงขนมที่กินกันในเทศกาลนี้ดีกว่าค่ะ มีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อค่ะ คือ Frittelle (แปลตรงตัวได้ว่า ขนมทอด), Bugie (แปลได้ว่าคำโกหก แปลกดีเหมือนกันนะคะ ไม่รู้มีที่มายังไง) และอีกชื่อคือ Chiacchiere (แปลว่าการคุย เม้าม้อย ทำนองนี้) ผู้เขียนคิดเอาเองว่าที่ได้ชื่อนี้มาอาจจะเป็นเพราะว่า ขนมชนิดนี้จะกรอบบาง เวลาเคี้ยวก็จะกรุบกริบ เหมือนเสียงคุกคิก กุ๊กกิ๊ก (รึเปล่าก็ไม่รู้?!?)

ขนมนี้ทำไม่ยากค่ะ แม่สามีผู้เขียนสอนให้ทำ แต่บางทีขี้เกียจทำก็เพราะว่าเวลาทอดกลิ่นน้ำมันจะฟุ้งเต็มบ้าน ตามซุปเปอร์จะหาซื้อแบบอบจากเตาได้ด้วยค่ะ คิดว่าคงจะดีกว่าเพราะว่าไม่ผ่านการทอด อร่อยแบบเบาๆ แต่แม่สามีผู้เขียนไม่เคยลองอบ ก็เลยสอนแต่วิธีดั้งเดิมโดยการทอด ลองมาดูกันนะคะ

ส่วนประกอบ:
แป้งอเนกประสงค์ 500 ก.
น้ำตาลทรายขาว 100 ก.
เนย 50 ก.
ไข่ไก่ 2 ใบ
ไวน์ขาว 1 แก้ว
Rhum หรือ Marsala 2 ชต.
น้ำตาลไอซิ่ง
เกลือ
น้ำมันสำหรับทอด

วิธีทำ:
ผสมแป้ง น้ำตาลทรายขาว และเกลือนิดนึงลงบนโต๊ะสำหรับนวดแป้ง ทำหลุมตรงกลางแล้วตอกไข่ใส่ลงไป นวดเล็กน้อยแล้วเติมเนยที่ทิ้งไว้จนนิ่ม ไวน์ขาว และรัมทีละอย่าง นวดให้เข้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน หลังจากนั้นก็ใช้ไม้นวดแป้งกลิ้งจนแป้งแบนความหนาราวๆ 3 มม. จะแยกเป็นก้อนๆก่อนก็ดีนะคะจะได้ออกมาเป็นแผ่นบางง่ายๆ จากนั้นหั่นให้เป็นแถวๆยาวและกว้างตามใจชอบค่ะ คุณแม่สามีสอนให้จับมันผูกเข้ากันนิดนึง ให้เป็นเกลียวเล็กน้อย หรือจะบิดๆ 2 ชิ้นให้คล้ายๆเปียก็ได้ แต่อย่าแน่นมากไปนะคะ ให้มันหลวมๆเวลาทอดแล้วจะได้สุกเท่ากัน ในขณะเดียวกันก็เปิดแก๊สอุ่นน้ำมันในกะทะให้ร้อนดี ใช้น้ำมันเยอะหน่อยนะคะไม่งั้นจะทอดออกมาไม่กรอบอร่อย ค่อยๆทิ้งลงไปทีละชิ้น 2ชิ้น ทอดเหลืองดีก็นำขึ้นมาพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน เมื่อทอดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็โรยน้ำตาลไอซิ่งลงไปให้ทั่ว เสร็จแล้วค่ะ กรอบอ่รอยน่ากินมาก แต่ทานมากไปก็จะไม่ดีนะคะ ปรกติครอบครัวผู้เขียนจะเลี่ยงอาหารทอด แต่นานๆทีมีเทศกาลก็จะทำบ้างพอหอมปากหอมคอค่ะ เพื่อนๆผู้อ่านจะลองทำดูบ้างแล้วมาบอกผู้เขียนว่าชอบไหมก็ได้นะคะ ^^

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.